เมนูอาหารที่ทำจากเนื้อหมูสุดแสนอร่อยกับ 6เมนู ที่ชวนน้ำลายไหล

ก็อย่างที่เรากล่าวมาในหัวข้อวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการทำอาหารสุดอร่อยที่ทำจากเนื้อหมูกับ 6เมนูที่ชวนน้ำลายไหลเริ่มจะหิวแล้วเราไปดูกันเลยว่าจะมีเมนูอะไรบ้าง

6.แกงจืดตำลึงหมูสับ

เรามาเริ่มกันที่เมนู แกงจืดตำลึงหมูสับกัน อาหารทั่ว ๆ ไปที่ทำได้ง่าย แต่มีประโยชน์มากมายนะบอกให้ไม่ว่าจะเป็นสารอาหารที่ได้จากผักตำลึงและยังได้โปรตีนจากเนื้อหมูเรามาดูกันเลย

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.ตำลึง 1 กำ

2.หมูสับ 100 กรัม

3.กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ

4.พริกไทย ¼ ช้อนชา

5.น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

6.น้ำปลา ตามชอบ (น้ำตาลไม่ใส่เพราะหวานจากตำลึงและหมูสับที่หมักใส่น้ำมันหอย)

วิธีปรุง

1.ตำลึงล้างและเด็ดเอาเฉพาะที่อ่อนๆ

2.เอากระเทียมพริกไทยสับหรือโขลกรวมกันหมักกับหมูสับโดยผสมน้ำมันหอยลงไปด้วย ปั้นเป็นก้อนๆ

3.ต้มน้ำรอจนเดือดใส่หมูสับลงไป หมั่นช้อนเอาฟองออกน้ำแกงจะได้ใส

4.ระหว่างนั้นเจียวกระเทียมสำหรับโรยหน้าแกงจืดไว้ค่ะ

5.พอหมูสับสุกเติมน้ำปลา แล้วเบาไฟลงใส่ตำลึง สักพักหนึ่งก็ปิดไฟได้แล้วรับประทานพร้อม้าวสวยร้อนได้เลย

5.เหนียวหมูปิ้งนมสด

เมนูที่ทำไม่ยากเลยสำหรับและสามารถทำเป็นอาชีพได้ หากต้องการรสชาติใดเป็นพิเศษ ก็สามารถเพิ่มหรือลดเครื่องปรุงได้ตามความเหมาะสม

หูมปิ้งนมสด

อุปกรณ์ในการทำหมูปิ้ง

1.ไม้ปลายแหลมสำหรับเสียบหมูปิ้ง

2.เตาถ่านหรือเตาไฟฟ้าก็ได้แต่แนะนำให้ใช้เตาถ่านจะดีกว่า

3.เหล็กปิ้ง

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.เนื้อหมูติดมันเล็กน้อย 1 กิโลกรัม

2.นมสด 1/2 ถ้วยตวง

3.กระเทียม 1 หัว

4.ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ

5.พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา

6.ชึอิ้วดำหวาน 3 ช้อนโต๊ะ

7.น้ำมันพืช

8.รากผักชีบดละเอียด 4 ราก

9.น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง

1.หั่นเนื้อหมูให้เป็นชิ้นบางๆพอคำ อันนี้ยิ่งบางเท่าไหร่เครื่องปรุงก็เข้าเนื้อมากขึ้น

2.นำกระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกรวมกัน และใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอย่าลืมใส่นมสดลงไปด้วย

3.นำเนื้อหมูที่หั่นไว้แล้วคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง ใช้มือนวดเบาๆ แบบใจเย็นๆ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

4.นำหมูที่นวดเสร็จแล้ว แช่ตู้เย็นช่องฟรีซอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้เครื่องปรุงเข้าในเนื้อและจะทำให้หมูนุ่ม

5.ครบกำหนดเวลา นำหมูมาเสียบไม้ ตามความยาว แล้วเรียงใส่กล่องให้เป็นระเบียบแล้วจึงนำมาปิ้ง

จริงแล้วสูตรการทำหมูปิ้งก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย อยู่ที่การพลิกแพลงนิดๆหน่อยๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการเลือกวัตถุดิบหรือการเลือกใช้ส่วนไหนของตัวหมู โดยส่วนใหญ่ผู้ขายมักจะเลือกส่วนที่เรียกว่า สันคอหมู หรืออาจจะเลือก สันขาหลัง และติดมันเล็กน้อย  การเลือกส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะรสชาติย่อมแตกต่างกัน

4.ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย

ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย เป็นเมนูอาหารสุดอร่อย เป็นที่ชื่นชอบของหลาย ๆ ท่านแน่นอน  เพราะรสชาติที่กลมกล่อมหอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมกระเทียมพริกไทย รับประทานกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หรือข้าวสวยร้อนๆ หอมอร่อยเข้ากันสุดๆ

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.ซี่โครงหมู 1 กิโลกรัม

2.กระเทียม 50 กรัม

3.พริกไทยดำป่น 1 ช้อนชา

4.รากผักชี 2 ราก

5.น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

6.ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

7.ผงปรุงรสหมู 2 ช้อนชา

8.น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

9.น้ำมันสำหรับทอด 1 ลิตร

วิธีปรุง

1.เลือกซี่โครงหมูที่ใหม่สด แล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาด

2.จากนั้นนำซี่โครงหมู นำมาหั่นเป็นชิ้นๆ เตรียมไว้

3.จากนั้นเตรียมเครื่องปรุงรสต่างๆ ทำซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย ได้แก่ กระเทียม รากผักชี พริกไทยดำป่น ผงปรุงรสหมู น้ำตาลทราย น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว เตรียมไว้

4.จากนั้นนำกระเทียม กับรากผักชีมาใส่ในครก แล้วตำผสมกันให้ละเอียด

5.จากนั้นนำซี่โครงหมูที่หั่นเตรียมไว้แล้ว มาใส่ลงในชามผสม จากนั้นนวดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี ใช้เวลานวดประมาณ 5นาที

6.จากนั้นนำพลาสติกมาปิดแรป แล้วนำไปแช่ตู้เย็น หมักพักไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นยิ่งดี

7.เมื่อซี่โครงหมูที่หมักไว้ได้ที่ดีแล้ว จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ใช้ไฟกลาง แล้วใส่น้ำมันสำหรับทอดลงไป รอให้น้ำมันร้อน จากนั้นจึงนำซี่โครงหมูหมัก ใส่ลงไปทอด

8.จากนั้นทอดซี่โครงหมูให้สุกหอม ออกสีเหลืองสวยงาม

9.เมื่อซี่โครงหมูทอดได้สุกเหลืองดีแล้ว จากนั้นจึงตักซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย สะเด็ดน้ำมันพักไว้

จัดเสิร์ฟ ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทยหอมๆ รสชาติกลมกล่อมหอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมกระเทียมพริกไทยมาก รับประทานกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หรือข้าวสวยร้อนๆ หอมอร่อยเข้ากัน

3.พะโล้หมูสามชั้น

ไข่พะโล้เมนูที่แสนจะสุดคลาสสิคที่ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน เมนูนี้ทำให้เราย้อนนึกถึงวัยเด็ก  เมนูที่ยิ่งเคี่ยวนานยิ่งอร่อย ยิ่งอร่อยกินกับข้าวเปล่าได้ตั้งแต่เนื้อ ยันน้ำซุปได้ไม่มีเบื่อถือเป็นเมนูครอบครัวที่กินกันได้ทุกเพศทุกวัย

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.ไข่ต้ม 10 ฟอง (อันนี้ตามใจชอบ จะกี่ฟองก็ได้)

2.เครื่องพะโล้ 2 ห่อ

3.ผงปรุงรสพะโล้ 2 ห่อ

4.รากผักชี 5 ต้น

5.กระเทียม 1 หัว

6.พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ

7.หมูสามชั้น ครึ่ง กิโล

8.เต้าหู้ 2 แผ่น

9.น้ำเปล่า 1 ลิตร

วิธีปรุง

1.นำไข่ไก่มาต้ม แกะเปลือกพักไว้

2.หั่นหมูสามชั้นให้พอดีคำ

3.ตำรากผักชี กระเทียมให้ละเอียด

4.นำหมูสามชั้น รากผักชี กระเทียม เครื่องพะโล้ไปผัดรวมกันให้หอม แล้วใส่ผงปรุงรสพะโล้ลงไป ผัดจนเข้ากัน

5.นำเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นแล้วไปทอดจนเหลือง ตักพักไว้

ตั้งน้ำใส่หม้อ นำหมูสามชั้นที่ผัดกับเครื่องพะโล้ไปใส่ในหม้อ แล้วใส่เต้าหู้ทอดกับไข่ต้มลงไป ชิมรสชาติให้ถูกใจ แล้วตักใส่จานเสริฟได้เลย

2.ลาบหมูทอด

ลาบหมูทอด ที่บอกได้คำเดียวเลยว่า  แซ่บมากๆ ด้วยรสชาติที่เปรี้ยว ที่ผสมอยู่ในลาบหมู รับประทานคู่กับผักเครื่องเคียง เอาไว้ทำเป็นกับแกล้มก็เข้าท่า ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆก็อร่อย

 

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.เนื้อหมูบด ติดมัน 300กรัม

2.น้ำมะนาว 2 ½ ช้อนโต๊ะ

3.น้ำปลา 2 ½ ช้อนโต๊ะ

4.พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ

5.ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

6.แป้งทอดกรอบ 3 ช้อนโต๊ะ

7.ต้นหอม1-2 ต้น

8.ผักชีฝรั่ง 2 ต้น

9.หัวหอมแดง 5-6 หัว

10.น้ำมันพืช 1 ½ ถ้วยตวง

11.เครื่องเคียง เช่น แตงกวา โหระพา สะระแหน่

วิธีปรุง

1.ซอยหัวหอม ต้นหอม และผักชีฝรั่ง บางๆ

2.นำหมูบดใส่ภาชนะ ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา พริกป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน

3.เพิ่มความหอมด้วยข้าวคั่ว ตามด้วยแป้งทอดกรอบ หมูติดมัน หัวหอม ต้นหอม ผักชีฝรั่ง แล้วคลุกให้เข้ากัน

4.ปั้นลาบหมูให้เป็นก้อนกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว

5.เตรียมกระทะใส่น้ำมัน ตั้งไฟอ่อน ถึงปานกลาง

6.เมื่อน้ำมันร้อนให้นำลาบหมูที่ปั้นทิ้งไว้ ลงไปทอด พยายามอย่ากลับด้านบ่อยเพราะจะทำให้เนื้อแตก และเละเทะ

7.ทอดจนหมูสุกและมีสีเหลืองทอง จากนั้นตักขึ้นมา รอสะเด็ดน้ำมัน แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟกับผักเครื่องเคียงได้แล้ว

1.ทอดมันหมู

ทอดมันหมู เมนูรสชาติกลมกล่อม หอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมพริกแกง รับประทานกับ น้ำจิ้มอาจาด โรยหน้าด้วย ใบโหระพาทอดกรอบลงไป หอมอร่อยเข้ากัน ลงตัวแบบสุดๆ

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.หมูบด 300 กรัม

2.ไข่ไก่ 1 ฟอง

3.ถั่วฝักยาวซอย 4 ช้อนโต๊ะ

4.พริกแกงเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ

5.น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา

6.น้ำมันหอย ½ ช้อนโต๊ะ

7.ใบมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ

8.พริกชี้ฟ้าแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ

9.แป้งทอดกรอบ 1 ช้อนโต๊ะ

10.น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ

11.น้ำมันสำหรับทอด 1 ลิตร

12.ใบโหระพาทอดกรอบ 2 ช้อนโต๊ะ

13.น้ำจิ้มอาจาด ½ ถ้วย

วิธีปรุง

1.เลือกเนื้อหมูที่สดใหม่ ปนมันนิดหน่อย จากนั้นนำเนื้อหมู มาบดให้ละเอียด เตรียมไว้

2.เตรียมส่วนผสมเครื่องปรุงรส ได้แก่ ไข่ไก่ แป้งทอดกรอบ น้ำปลา พริกแกงเผ็ด น้ำมันหอย น้ำตาลทราย ใบมะกรูดซอย ถั่วฝักยาวซอย พริกชี้ฟ้าแดงซอย เตรียมไว้

3.จากนั้นนำหมูบด มาใส่ในชามผสม แล้วใส่เครื่องปรุงรสลงไป ใส่น้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกแกงเผ็ด ไข่ไก่ แป้งทอดกรอบลงไป จากนั้นคนๆ นวดส่วนผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วจากนั้นนำไปแช่ตู้เย็น พักไว้ประมาณ 1 ชม.

4.เมื่อแช่ส่วนผสม ทอดมันหมูในตู้เย็นได้ 1 ชม.แล้ว จากนั้นนำส่วนผสมออกมา แล้วจากนั้นใส่ใบมะกรูดซอย ถั่วฝักยาวซอย พริกชี้ฟ้าแดงซอยลงไป แล้วคนนวดๆ ส่วนผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันดี

5.จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ใช้ไฟกลาง จากนั้นใส่น้ำมันสำหรับทอดลงไป รอให้น้ำมันร้อน จากนั้นปั้นทอดมันหมู เป็นก้อนแบนๆ ใช้มือแตะน้ำเพื่อเวลาปั้น ทอดมันหมูจะได้ไม่ติดมือ แล้วใส่ลงไปในกระทะ ทอดให้สีเหลืองกรอบ

6.เมื่อทอดมันหมูทอด เหลืองกรอบทั้งสองด้านแล้ว จากนั้นตักสะเด็ดน้ำมัน พักไว้ พร้อมจัดเสิร์ฟ

จัดเสิร์ฟ ทอดมันหมูหอมๆ รสชาติกลมกล่อม หอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมพริกแกงมาก รับประทานกับน้ำจิ้มอาจาด โรยใบโหระพาทอดกรอบลงไป หอมอร่อยเข้ากันทอดมันหมูหอมๆ รสชาติกลมกล่อม หอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมพริกแกงมาก รับประทานกับน้ำจิ้มอาจาด โรยใบโหระพาทอดกรอบลงไป หอมอร่อยเข้ากัน

 

 

 

 

7 วิธีคลายร้อนแบบคนโบราณ

ร้อนขนาดนี้ มาดูวิธีคลายร้อนง่ายๆกันมั้ยนี่ก็เข้าสู่หน้าร้อนแบบจริงจังกันแล้ว สังเกตได้ง่ายๆ จากแสงแดดที่แผดเผา และอากาศที่ร้อน ร้อนและร้อนขึ้นทุกวัน วิธีคลายร้อนที่คนในยุคปัจจุบันที่มักจะนึกออกกันเป็นอันดับแรกๆก็คงจะเป็นการเดินห้างสรรพสินค้าและตากแอร์ให้ฉ่ำปอดใช่มั้ยล่ะคะ วันนี้จะมาแนะนำ 7 วิธีคลายร้อนง่ายๆ ตามแบบคนโบราณที่เราขอบอกเลยว่าสามารถทำได้จริงๆ ในปัจจุบัน ไม่ลำบากลำบน แถมไม่เปลืองค่าไฟอีกด้วย พร้อมแล้วตามมาดูกันเลยค่ะ

1. อาบน้ำเย็นและทาตัวด้วยแป้งเย็น

วิธีคลายร้อนง่ายๆที่คลาสสิกและเบสิกที่สุด ใช้กันมาในทุกยุคทุกสมัย คือ การอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยคลายร้อนและลดผดผื่นที่อาจเกิดจากเหงื่อที่อับชื้นได้ แถมประแป้งเย็นเพิ่มหลังอาบน้ำเข้าไปอีก แค่นี้ก็ไม่ร้อนแล้วล่ะค่ะ ซึ่งการทาแป้งให้เย็นอย่างยาวนาน คือ คุณต้องทาแป้งเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จมาหมาดๆ และไม่ต้องเช็ดตัวจนแห้งสนิทเพราะเมื่อแป้งเย็นสัมผัสกับความชื้นที่ผิวที่ยังหมาดๆ จะทำให้รู้สึกได้ถึงความเย็นแบบซ่าบซ่านกันเลยทีเดียว แต่ถ้าทาตอนที่ผิวแห้งสนิทแล้ว ความเย็นที่ได้ก็จะลดน้อยลง และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรใช้แป้งเย็นกับผิวที่บอบบาง เพราะแป้งเย็นอาจทำปฏิกิริยาจนทำให้ผิวหนังบริเวณแสบ มีผื่นแดง และไหม้ได้นั่นเองค่ะ!

2. ดื่มน้ำเย็น

อีกหนึ่งวิธีคลายร้อนง่ายๆ ไม่แพ้การอาบน้ำเย็นคือ แค่หาน้ำเย็นๆ สักแก้วมาดื่มให้ชื่นใจ ก็สามารถคลายร้อนได้แล้ว แต่ถ้าจะให้สดชื่นมากขึ้นอีก ขอแนะนำให้เพื่อนๆ ลองใช้วิธีคลายร้อนตามแบบคนโบราณโดยการหยดน้ำยาอุทัยทิพย์เพื่อเพิ่มความหอมและช่วยดับกระหาย เนื่องจากน้ำยาอุทัยทิพย์มีฤทธิ์เป็นยาเย็น เป็นสมุนไพรที่ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ วิธีนี้จึงนิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วล่ะค่ะ น้ำยาอุทัยที่ใช้หยดใส่ในน้ำดื่มนั้น นอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจแล้ว ยังมีสมุนไพรไทยอย่างฝาง ที่มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ทำให้เลือดเย็น แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้กระหายน้ำได้ดี และยังมีชะเอมเทศ และอบเชยเทศ ที่มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลมเบื้องต่ำ รักษาไข้หวัด แก้เสมหะ แก้หวัดน้ำมูกไหลได้อีกด้วย แต่ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นของน้ำยาอุทัย ลองนำดอกมะลิสดมาลอยในน้ำเย็นเป็นน้ำลอยดอกมะลิก็หอมชื่นใจไม่แพ้กันเลย

3. กินของหวานคลายร้อน

หรือไม่ว่าขนมไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะขนมไทยตระกูลลอยแก้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระท้อนลอยแก้ว สละลอยแก้ว มะยงชิดลอยแก้ว ว่านหางจระเข้ลอยแก้ว หรือแตงไทยกะทิสด โดยก่อนที่จะกินให้ทุบน้ำแข็งละเอียดเย็นชื่นใจใส่ลงไปด้วย แต่ระวังอย่าปรุงรสให้หวานจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว โรคเบาหวานอาจจะถามหาก็ได้นะคะ

4. กินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น

ลักษณะอาหารฤทธิ์เย็น คือ อาหารรสจืดหรือหวานจากธรรมชาติไม่จัดจ้านเกินไป มีเส้นใยอาหารสูง ให้พลังงานต่ำ อย่างเช่น ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน บวบ ฟัก แตงต่าง ๆ สายบัว มะรุม ยอดฟักแม้ว ว่านหางจระเข้ ถั่วงอก บล็อกโคลี หัวไชเท้า เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู หรือถ้าเป็นผลไม้ก็เช่น มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ กล้วยน้ำว้า สตรอเบอร์รี่ น้ำมะพร้าว หน้าร้อนแบบนี้ลองนำพืชผักผลไม้ที่ฤทธิ์เย็นมาทานกันดู แต่ถ้าใครยังอยากรับประทานอาหารที่มีรสจัดจ้านอยู่ ให้ทานคู่กับผักและตบท้ายด้วยผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เพียงเท่านี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วล่ะค่ะ

5. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า

ถ้าหากร้อนจนทนไม่ไหวจริงๆ แถมยังขี้เกียจอาบน้ำด้วยอีกต่างหาก ให้นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ นำไปชุบน้ำเย็น จากนั้นมาเช็ดที่ใบหน้า แขน ขา หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือถ้าอยากจะเพิ่มเลเวลความเย็นสะใจให้มากขึ้นอีก แนะนำให้นำไปแช่ตู้เย็นไว้สัก 5-10 นาทีก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็ช่วยคลายความร้อนไปได้เยอะ สบายตัวขึ้นแน่นอน!

6. แต่งตัวสบาย ๆ

ชุดไทยสมัยก่อนนั้นเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนตลอดปีของบ้านเราดีทีเดียว พอเดี๋ยวนี้สาวๆ เริ่มเปลี่ยนมาใส่แขนขาวขายาวกันก็เลยทำให้ร้อนขึ้นนั่นเอง สำหรับเสื้อผ้าที่เหมาะกับหน้าร้อน ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าที่โปร่ง เบาสบาย ไม่ซับเหงื่อ แต่สามารถระบายเหงื่อและความร้อนได้ดี โดยเฉพาะเสื้อที่สามารถระบายช่วงใต้วงแขนได้กว้างๆ จะยิ่งดีทีเดียวเลย ถ้าสาวๆ อยู่บ้านไม่ต้องออกไปไหน เสื้อคอกระเช้าก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะมากเลยล่ะ อ้ะ! แต่สาวๆอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแฟชั่นรุ่นยายแล้วกลัวว่าจะเชย เพราะตอนนี้กระแสออเจ้ากำลังมาแรง ปัจจุบันคนเริ่มหันมาสวมใส่ชุดไทย จนทำให้เสื้อคอกระเช้ากลับมาได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้งนะคะจะบอกให้

7. ออกไปนั่งรับลม

ถ้าพูดถึงสมัยก่อนบ้านจะสร้างยกสูง ทำให้มีใต้ถุนบ้านไว้วางตั่งเพื่อนั่ง หรือนอนรับลมโกรกเย็นสบาย นอกจากนี้ บ้านในสมัยก่อนยังมีการออกแบบให้ระบายความร้อนได้ดี รับลม และไม่กักเก็บความร้อนอีกด้วย แต่ในปัจจุบัน ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้หลายๆ คนต้องมาอยู่ในเมือง การจะนั่งรับลมที่ใต้ถุนคงเป็นเรื่องยากขอแนะนำให้ลองไปนั่งเล่นตามสวนสาธารณะต่างๆ ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเพื่อรับอากาศดีๆ นอกจากจะสบายใจแล้ว ยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแบบเต็มที่อีกด้วย