เพราะเหตุใดทำไมเราควรจะมี Hosting โฮสติ้งให้กับเว็บไซต์ของเรา

ก่อนที่จะทุกท่านจะเริ่มพัฒนาเว็บไซต์ได้นั้นจึงควรซื้อ Hosting ก่อนครับผม รวมทั้งนี่นับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องมีก่อนมีเว็บเป็นของตนเอง แล้ว Hosting (บางที่เรียก โฮสต์ หรือ โฮสติ้ง) มันจำเป็นต้องใช้อย่างไร เพราะเหตุใดจะต้องมี แล้วหากไม่มีจะเป็นอะไรไหม แล้วถ้าเกิดควรมีจำต้องเสียตังค์เสียค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง เนื้อหานี้มีคำตอบครับผม

Hosting ถ้าเกิดให้แปลความหมายง่ายๆก็คือพื้นที่ฝากไฟล์เว็บ ผมขอยกตัวอย่างเว็บ JindaTheme ครับผม คณะทำงานพวกเราเป็นนักเขียนไฟล์ทั้งหมดทั้งปวงที่ใช้ในเว็บนี้ขึ้นมา แล้วหลังจากนั้นก็ต้องไปพบที่ฝากไฟล์หรือ hosting เนี่ยล่ะเพื่อทำให้เว็บสามารถเรียกใช้งานได้ตลอดระยะเวลา ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ให้บริการ hosting จำนวนมากหลายราย ซึ่งแต่ละเจ้าก็ให้บริการในต้นแบบ แล้วก็ราคาที่แตกต่าง รวมถึงสถานที่ตั้งของ hosting ด้วย(ธรรมดาแล้วสถานที่ตั้ง hosting ที่ได้รับความนิยมจะอยู่ที่ IDC ต่างๆได้แก่ cs-loxinfo, cat, true, inet ฯลฯ) โดยเครื่อง hosting จะเปิดใช้งานตลอดทั้งวันทั้งคืน ทำให้ท่าน ลูกค้าของคุณ และก็ผู้ใดก็ได้สามารถเข้าถึงหน้าเว็บได้ตลอดระยะเวลา

hosting เป็นราวกับที่เก็บไฟล์ ส่วน domain นั้นเป็นชื่อเว็บ จำเป็นจะต้องซื้อด้วยเหมือนกัน เนื่องจากว่าถ้าหากมีเพียงแค่ที่เก็บไฟล์ ไม่มีชื่อเว็บหรือ domain ก็ไม่มีผู้ใดเรียก หรือทราบแนวทางเข้าถึงเว็บของพวกเรานั่นเอง ถ้าเกิดจะให้ยกตัวอย่างกล้วยๆhosting ก็เสมือนพวกเราไปเช่าห้อง หรืออสังหาฯ สักที่เพื่อเริ่มทำธุรกิจ แต่ว่าหากปลอดคนรู้จักเลยว่าบ้านที่พวกเราไปเช่านั้นอยู่ที่แหน่งใด ก็อาจไม่มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามามองผลิตภัณฑ์ได้เลยใช่ไหมนะครับ พวกเราก็เลยจึงควรซื้อ domain หรือชื่อเว็บ ซึ่งเปรียบเสมือน เลขที่บ้าน หรือขึ้นบัญชีบ้านก่อน คนถึงจะรู้จัก แล้วก็เพียงพอเข้ามายังธุรกิจของพวกเราได้

รายจ่ายสำหรับในการซื้อ hosting

hosting สามารถแบ่งได้ 3 ชนิดสำคัญๆเป็น shared host, vps รวมทั้ง dedicated สิ่งที่แตกต่างกัน สรุปแบบรวบรัดก็คือ จำนวนการใช้แรงงาน สเปคทางด้านเทคนิค(อย่างเช่น ปริมาณพื้นที่ทั้งเพิ่ม ปริมาณฐานข้อมูล จำนวนการถ่ายโอนไฟล์ อื่นๆอีกมากมาย) และก็ความรู้ความเข้าใจ หรือข้อจำกัดสำหรับการรองรับผู้ใช้งาน

  • shared host จะมีความสมสุด ราคาเฉลี่ยอยู่ที่โดยประมาณ 800 ~ 3,000 บาท ต่อปีขึ้นกับสเปคทางด้านเทคนิค ราวกับคุณไปเช่าห้องอยู่รวมกับผู้อื่น มีห้องนอนเป็นของตนเอง แต่ว่าบางทีก็อาจจะแชร์ครัว ส้วม โดยประมาณนี้ถ้าเกิดจะให้เห็นภาพโดยประมาณ
  • VPS จะราคาแพงแพงขึ้นมาหน่อย ส่วนมากสามารถแบ่งจ่ายเป็นราย 3 เดือน, 6 เดือน, 1ปี หรือมากยิ่งกว่านั้นก็ได้ ซึ่งคุณจะได้รับสเปคด้านเทคนิคเยอะขึ้น รองรับผู้เข้าชมเว็บได้มากขึ้น เปรียบได้ดั่ง คุณมีห้องนอน ห้องสุขา ในตัว แม้กระนั้นยังแชร์พื้นที่ศูนย์กลางกับบุคคลอื่นอยู่ แต่ว่าแชร์น้อยกว่ามากมาย
  • Dedicated เสมือนคุณเช่าห้องทั้งหลังเป็นของคุณเอง ราคาจะสูงมากขึ้นมากมาย ส่วนมากมีตั้งแม้กระนั้น 3,000 บาทต่อเดือน ~ 10,000 ก็มี เหมาะสมกับผู้ที่ปรารถนาสเปคด้านเทคนิคมากมายเพื่อรองรับการเข้าชมเว็บที่มากถึงเยอะที่สุด

แล้วจะเลือกแบบไหน?
ถ้าหากเริ่มมีเว็บเป็นครั้งแรก ผมเสนอแนะซื้อแบบ shared host ก่อนนะครับ เนื่องมาจากพวกเรายังไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรอะไรเท่าไรนัก ถ้าหากคราวหน้าเว็บโตขึ้น พวกเราก็สามารถขยับไปเล่น VPS หรือขยายไปเป็นเครื่องส่วนตัวเลยก็ทำเป็นเช่นกัน

แล้วเราจะไปพบผู้ให้บริการ hosting ได้อย่างไร

ตลาดนี้แข่งกันสูง เพียงแต่คุณค้นหาใน Google ว่า “เช่า hosting”, “ซื้อ hosting” ก็มีขึ้นมาให้เลือกมากมายเลยล่ะขอรับ แต่ว่าหากคุณยังไม่เคยรู้ หรือขี้คร้านจัดแจงเรื่องยุ่งยากเหล่านี้ สามารถให้ ssdhosting.in.th  ช่วยเหลือ เลือกอันที่สมควร แล้วก็คุ้มที่สุดให้กับทุกท่านได้ครับผม

กรรมวิธีการเล่น ฟิตเนสพื้นฐานเกี่ยวกับการผลิตกล้าม แล้วการเล่นเวทอย่างถูกแนวทาง

การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจการออกกำลังกายนั้นก็มีมากมายหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา หรือการเล่นเวทในฟิตเนส เป็นต้นแล้ววันนี้เราจะมาเสนอในหัวข้อเรื่อง กรรมวิธีการเล่น ฟิตเนสพื้นฐานเกี่ยวกับการผลิตกล้าม แล้วการเล่นเวทอย่างถูกแนวทาง ซึ่งหลายท่านคงยังไม่รู้ว่าการที่เราจะมีกล้ามนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่จะอยู่ดีไปยกเวทมาที่ฟิตเนสวันนึงกล้ามขึ้นเลยมันเป็นไปไม่ได้เลยเพราะฉะนั้นเราต้องคอยเป็น คอยไป อยากรู้กันแล้วไช่ไหมงั้นก็ไปดูกันเลยจ้า

ลำดับแรก Warm Up วอร์มอัพ ร่างกาย

พวกเราสามารถวอร์มอัพได้ไม่ยากจากการวิ่งบนทางวิ่งที่7-8กิโล/ชั่วโมง หรือจะเป็นเครื่องขี่จักรยานก็ได้นะ พวกเราน่าจะเริ่มจากความเร็วที่น้อยก่อนแล้วไล่ความเร็วขึ้นไปเป็นต้นว่า ผมจะถูกใจวิ่งเพื่อวอร์มอัพก็จะเริ่มจากการเดินที่ 4กม./ชั่วโมงแล้วไล่ความเร็วขึ้นไปทุกๆ1นาที (นาทีละ1กิโล/ชั่วโมง) ไล่จนกระทั่ง8กิโล/ชั่วโมง

(มือใหม่บางครั้งก็อาจจะหยุดที่ 6.5 – 7 ก่อนก็ได้)รวมทั้งวิ่งไปจนกระทั่งครบ15นาทีซึ่งรวมเวลาเดินทีแรกๆเข้าไปแล้ว ก็จะเบาๆลดความเร็วลง โดยผู้ที่ขึ้นไปวิ่งบนทางคราวแรก ควรยืนค้างไว้ซัก1-2นาทีก่อนข้างหลังหยุดวิ่งเนื่องจากตัวคุณจะเมาความเร็ว!?เป็นเวลาลงจากทางวิ่งแล้วเดินหัวกับตัวคุณจะนำไปก่อนขาน่ะ
เหตุเพราะร่างกายพวกเรามึนงง เนื่องจากว่าตอนอยู่บนทางขาพวกเราวิ่งแต่ว่าตัวมันดันคงที่

ลำดับที่2 ที่พวกเราควรต้องทำเลที่ตั้งยเป็นการ “ยืดกล้าม(Stretching)”

นี่เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้คนจำนวนมากละเลยเยอะที่สุดเห็นจะเป็นไปได้มั้งจุดเด่นของการยืดกล้ามก่อนที่จะพวกเราจะเล่นเวทนั้นเป็น ลดการบาดเจ็บถ้าเกิดวันไหนพวกเรากำเนิดเจ็บขึ้นมา

เวลากีฬายกน้ำหนักก็ชูได้ไม่เหมือนเดิมหรือหากรอบๆขาจะวิ่งก็วิ่งมิได้ อึดอัดจริงไหมการยืดกล้ามนั้นพวกเราควรยืดกล้ามหมดทั้งตัวไปเลย ใช้เวลาราวๆ5นาทีบางครั้งก็อาจจะมองภาพนี้เป็นแถวทางก็ได้

ลำดับที่3 Bodybuilding

เดี๋ยวนี้ร่างกายพวกเราพร้อมที่จะทำเล่นเวทเพาะกายแล้ว ฉะนั้นฝ่าเลย! การเล่นเวทเพื่อสร้างกล้ามให้กับร่างกาย ธรรมดาผมจะฝึกหัดกล้ามไม่เกิน 3 ผูกต่อครั้งอาทิเช่น วันที่1 อก/ท้อง, วันที่2 ไหล่/ไบเซป(แขน), วันที่3 ข้างหลัง/ตรีเซป(แขน), วันที่4 พัก ฯลฯในแต่ละเครื่องแต่ละท่าผมจะทำมันทั้งปวง3เซต เซตละ15ครั้งผมชี้แนะสำหรับมือใหม่ว่า หากไม่มีเทรนเนอร์ส่วนตัวช่วยเซฟ ควรเล่นน้ำหนักแม้กระนั้นพอดิบพอดีก่อน

กีฬายกน้ำหนักที่พวกเราชูไหว ทดลองจับมายกเล่นซักครั้งก็เพียงพอจะทราบโดยกะน้ำหนักเอาว่า ครั้งที่14-15ของเซตที่3 พวกเราจะไม่มีแรงชูพอดิบพอดีระหว่างเซตก็พักราวๆ1นาที ถ้าเกิดใหม่ๆบางครั้งอาจจะหยวนๆให้เป็น2นาทีลีลาสำหรับในการออกนั้นพวกเราจำเป็นต้องออกท่าทางที่ยืดหดกล้ามสุดๆด้วยเหตุว่าผมมองเห็นหลายๆคนเลือกน้ำหนักมากไม่น้อยเลยทีเดียว และก็เดินเข้าไปด้วยความแน่ใจแม้กระนั้นพอเพียงชูจริงอาการที่ออกมาเป็น

คิดภาพออกกล้ามของมนุษย์จะโตได้ พวกเราจะต้องให้มันมีการเกิดระเบิดอย่างเต็มเปี่ยมไม่ใช่ระเบิดจริงผมเป็น มันควรมีการยืดและก็หดอย่างเต็มเปี่ยม ดังเช่นว่า พวกเราจะเล่นกล้ามแขน เวลาชูก็จำเป็นต้องให้ดัมเบลลงมาน้อยที่สุด กล่าวได้ว่าแขนแทบยืดตึงเลย ต่อไปก็ชูมันขึ้นไปใหม่

อย่างงี้สิถึงจะเรียกว่าเวทของแท้บางทีก็อาจจะดูตัวอย่างจากภาพนี้ก็ได้หรือถ้าหากเป็นการเล่นกล้ามอกด้วยท่าDumbell Bench Press ก็อุตสาหะให้ศอกลงมาน้อยที่สุดแล้วดันขึ้นไป
เมื่อพวกเราบริหารกล้ามด้วยท่าใดครบ3เซต น่าจะยืดกล้ามส่วนนั้น(Stretching) นั้นซัก1รอบ
(กรรมวิธีการบริหารกล้ามผูกต่างๆจะขอมาชี้แจงละเอียดในครั้งต่อๆไป ติดไว้ตามเดิม
เสริมเติม เวลาเป็นสิ่งจำเป็นมากมาย พากเพียรควบคุมการฝึกหัดให้อยู่ระหว่าง45-60นาทีเกินความจำเป็นกว่านี้ความสามารถสำหรับในการเล่นเวทจะไม่เต็มกำลังละ นอกเหนือจากแรงจะหมดแล้ว ฮอร์โมนที่รีบสร้างกล้ามของพวกเราก็จะหาเรื่องตรงเหวไปด้วย การที่พวกเราคุมตารางฝึกฝนมิได้ เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งเป็น พวกเราพักนานเกิน
ทั้งยังระหว่างเซต และก็ระหว่างแปลงท่า
สรุปเป็น เลือกน้ำหนักพอดิบพอดีๆสำหรับ3เซต15ครั้ง และอย่ายึกๆ ขึ้นสุดลงสุด และก็ปิดด้วยการStretching

ลำดับที่4 คูลดาวน์ Cooldown

หรือเป็นการผ่อนเครื่องของร่างกายพวกเรานั่นเอง ช่วยให้ร่างกายพวกเราสลายกรดแลคติคออกจากกล้าม
ไม่ทำให้กล้ามพวกเราเหน็ดเหนื่อยและก็ลดการบาดเจ็บของกล้ามได้
โดยกรรมวิธีนั้นราวกับวอร์มอัพเลย เพียงแค่พวกเราบางทีก็อาจจะลดความเร็วสำหรับการวิ่งลง
หรือถ้าหากขี่จักรยานก็ปั่นเรื่อยก็พอเพียง
มือใหม่ฝึกฝนชูที่เล่นวันแรกผมบอกเลยหากไม่คูลดาวน์ อีกวันระบมหนักแทบจะไม่ได้อยากกระดุกกระดิกตัว
ขนาดผมทำแล้วยังกระอักเลย

ลำดับที่5 รับประทาน

งงงวยอย่างยิ่งจริงๆ บริหารร่างกายแล้วให้มากิน “มาสูตรไหนวะเนี่ย”
ผมจะพูดว่า45นาทีแรกข้างหลังเล่นเสร็จนี่แหละ โอกาสทองของกล้ามพวกเราเลย
เนื่องจากร่างกายของพวกเราจะบังคับพวกเราหิวอัตโนมัติแล้วก็พร้อมจะซึมซับสารอาหารอย่างเต็มเปี่ยม (ก็เล่นมาซะหนัก)
เรียกว่าใครกันแน่มีเวย์รับประทานเวย์ผู้ใดมีไข่ต้มรับประทานไข่ต้มอย่างยิ่งจริงๆ
โดยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานผมลงเอาไว้ในบล๊อกก่อนหน้าเป็นระเบียบแล้วตามไปอ่านกันได้เลย>>>(เรื่องรับประทานแรง)
มื้อข้างหลังเล่นนี่ผมแนะกล้วยๆรับประทานมื้อหนักเลยก็ได้ แต่งดแป้ง/ของมัน/ของทอด/ขนมหวาน
ถึงนี้คงจะมองเห็นแล้วใช่ไหมว่าฟิตเนสมีอะไรทำมากไม่น้อยเลยทีเดียวเลย
ซึ่งผมจะพูดว่ามันเป็นขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับคนเล่นกล้ามทุกคนเลยก็ว่าได้
แม้กระทั้งการเล่นเวทเทรนนิ่งที่บ้านก็ควรปฏิบัติแบบอย่างตามนี้

เมนูอาหารที่ทำจากเนื้อหมูสุดแสนอร่อยกับ 6เมนู ที่ชวนน้ำลายไหล

ก็อย่างที่เรากล่าวมาในหัวข้อวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการทำอาหารสุดอร่อยที่ทำจากเนื้อหมูกับ 6เมนูที่ชวนน้ำลายไหลเริ่มจะหิวแล้วเราไปดูกันเลยว่าจะมีเมนูอะไรบ้าง

6.แกงจืดตำลึงหมูสับ

เรามาเริ่มกันที่เมนู แกงจืดตำลึงหมูสับกัน อาหารทั่ว ๆ ไปที่ทำได้ง่าย แต่มีประโยชน์มากมายนะบอกให้ไม่ว่าจะเป็นสารอาหารที่ได้จากผักตำลึงและยังได้โปรตีนจากเนื้อหมูเรามาดูกันเลย

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.ตำลึง 1 กำ

2.หมูสับ 100 กรัม

3.กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ

4.พริกไทย ¼ ช้อนชา

5.น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

6.น้ำปลา ตามชอบ (น้ำตาลไม่ใส่เพราะหวานจากตำลึงและหมูสับที่หมักใส่น้ำมันหอย)

วิธีปรุง

1.ตำลึงล้างและเด็ดเอาเฉพาะที่อ่อนๆ

2.เอากระเทียมพริกไทยสับหรือโขลกรวมกันหมักกับหมูสับโดยผสมน้ำมันหอยลงไปด้วย ปั้นเป็นก้อนๆ

3.ต้มน้ำรอจนเดือดใส่หมูสับลงไป หมั่นช้อนเอาฟองออกน้ำแกงจะได้ใส

4.ระหว่างนั้นเจียวกระเทียมสำหรับโรยหน้าแกงจืดไว้ค่ะ

5.พอหมูสับสุกเติมน้ำปลา แล้วเบาไฟลงใส่ตำลึง สักพักหนึ่งก็ปิดไฟได้แล้วรับประทานพร้อม้าวสวยร้อนได้เลย

5.เหนียวหมูปิ้งนมสด

เมนูที่ทำไม่ยากเลยสำหรับและสามารถทำเป็นอาชีพได้ หากต้องการรสชาติใดเป็นพิเศษ ก็สามารถเพิ่มหรือลดเครื่องปรุงได้ตามความเหมาะสม

หูมปิ้งนมสด

อุปกรณ์ในการทำหมูปิ้ง

1.ไม้ปลายแหลมสำหรับเสียบหมูปิ้ง

2.เตาถ่านหรือเตาไฟฟ้าก็ได้แต่แนะนำให้ใช้เตาถ่านจะดีกว่า

3.เหล็กปิ้ง

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.เนื้อหมูติดมันเล็กน้อย 1 กิโลกรัม

2.นมสด 1/2 ถ้วยตวง

3.กระเทียม 1 หัว

4.ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ

5.พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา

6.ชึอิ้วดำหวาน 3 ช้อนโต๊ะ

7.น้ำมันพืช

8.รากผักชีบดละเอียด 4 ราก

9.น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง

1.หั่นเนื้อหมูให้เป็นชิ้นบางๆพอคำ อันนี้ยิ่งบางเท่าไหร่เครื่องปรุงก็เข้าเนื้อมากขึ้น

2.นำกระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกรวมกัน และใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอย่าลืมใส่นมสดลงไปด้วย

3.นำเนื้อหมูที่หั่นไว้แล้วคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง ใช้มือนวดเบาๆ แบบใจเย็นๆ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

4.นำหมูที่นวดเสร็จแล้ว แช่ตู้เย็นช่องฟรีซอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้เครื่องปรุงเข้าในเนื้อและจะทำให้หมูนุ่ม

5.ครบกำหนดเวลา นำหมูมาเสียบไม้ ตามความยาว แล้วเรียงใส่กล่องให้เป็นระเบียบแล้วจึงนำมาปิ้ง

จริงแล้วสูตรการทำหมูปิ้งก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย อยู่ที่การพลิกแพลงนิดๆหน่อยๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการเลือกวัตถุดิบหรือการเลือกใช้ส่วนไหนของตัวหมู โดยส่วนใหญ่ผู้ขายมักจะเลือกส่วนที่เรียกว่า สันคอหมู หรืออาจจะเลือก สันขาหลัง และติดมันเล็กน้อย  การเลือกส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะรสชาติย่อมแตกต่างกัน

4.ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย

ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย เป็นเมนูอาหารสุดอร่อย เป็นที่ชื่นชอบของหลาย ๆ ท่านแน่นอน  เพราะรสชาติที่กลมกล่อมหอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมกระเทียมพริกไทย รับประทานกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หรือข้าวสวยร้อนๆ หอมอร่อยเข้ากันสุดๆ

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.ซี่โครงหมู 1 กิโลกรัม

2.กระเทียม 50 กรัม

3.พริกไทยดำป่น 1 ช้อนชา

4.รากผักชี 2 ราก

5.น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

6.ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

7.ผงปรุงรสหมู 2 ช้อนชา

8.น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

9.น้ำมันสำหรับทอด 1 ลิตร

วิธีปรุง

1.เลือกซี่โครงหมูที่ใหม่สด แล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาด

2.จากนั้นนำซี่โครงหมู นำมาหั่นเป็นชิ้นๆ เตรียมไว้

3.จากนั้นเตรียมเครื่องปรุงรสต่างๆ ทำซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย ได้แก่ กระเทียม รากผักชี พริกไทยดำป่น ผงปรุงรสหมู น้ำตาลทราย น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว เตรียมไว้

4.จากนั้นนำกระเทียม กับรากผักชีมาใส่ในครก แล้วตำผสมกันให้ละเอียด

5.จากนั้นนำซี่โครงหมูที่หั่นเตรียมไว้แล้ว มาใส่ลงในชามผสม จากนั้นนวดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี ใช้เวลานวดประมาณ 5นาที

6.จากนั้นนำพลาสติกมาปิดแรป แล้วนำไปแช่ตู้เย็น หมักพักไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นยิ่งดี

7.เมื่อซี่โครงหมูที่หมักไว้ได้ที่ดีแล้ว จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ใช้ไฟกลาง แล้วใส่น้ำมันสำหรับทอดลงไป รอให้น้ำมันร้อน จากนั้นจึงนำซี่โครงหมูหมัก ใส่ลงไปทอด

8.จากนั้นทอดซี่โครงหมูให้สุกหอม ออกสีเหลืองสวยงาม

9.เมื่อซี่โครงหมูทอดได้สุกเหลืองดีแล้ว จากนั้นจึงตักซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย สะเด็ดน้ำมันพักไว้

จัดเสิร์ฟ ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทยหอมๆ รสชาติกลมกล่อมหอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมกระเทียมพริกไทยมาก รับประทานกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หรือข้าวสวยร้อนๆ หอมอร่อยเข้ากัน

3.พะโล้หมูสามชั้น

ไข่พะโล้เมนูที่แสนจะสุดคลาสสิคที่ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน เมนูนี้ทำให้เราย้อนนึกถึงวัยเด็ก  เมนูที่ยิ่งเคี่ยวนานยิ่งอร่อย ยิ่งอร่อยกินกับข้าวเปล่าได้ตั้งแต่เนื้อ ยันน้ำซุปได้ไม่มีเบื่อถือเป็นเมนูครอบครัวที่กินกันได้ทุกเพศทุกวัย

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.ไข่ต้ม 10 ฟอง (อันนี้ตามใจชอบ จะกี่ฟองก็ได้)

2.เครื่องพะโล้ 2 ห่อ

3.ผงปรุงรสพะโล้ 2 ห่อ

4.รากผักชี 5 ต้น

5.กระเทียม 1 หัว

6.พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ

7.หมูสามชั้น ครึ่ง กิโล

8.เต้าหู้ 2 แผ่น

9.น้ำเปล่า 1 ลิตร

วิธีปรุง

1.นำไข่ไก่มาต้ม แกะเปลือกพักไว้

2.หั่นหมูสามชั้นให้พอดีคำ

3.ตำรากผักชี กระเทียมให้ละเอียด

4.นำหมูสามชั้น รากผักชี กระเทียม เครื่องพะโล้ไปผัดรวมกันให้หอม แล้วใส่ผงปรุงรสพะโล้ลงไป ผัดจนเข้ากัน

5.นำเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นแล้วไปทอดจนเหลือง ตักพักไว้

ตั้งน้ำใส่หม้อ นำหมูสามชั้นที่ผัดกับเครื่องพะโล้ไปใส่ในหม้อ แล้วใส่เต้าหู้ทอดกับไข่ต้มลงไป ชิมรสชาติให้ถูกใจ แล้วตักใส่จานเสริฟได้เลย

2.ลาบหมูทอด

ลาบหมูทอด ที่บอกได้คำเดียวเลยว่า  แซ่บมากๆ ด้วยรสชาติที่เปรี้ยว ที่ผสมอยู่ในลาบหมู รับประทานคู่กับผักเครื่องเคียง เอาไว้ทำเป็นกับแกล้มก็เข้าท่า ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆก็อร่อย

 

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.เนื้อหมูบด ติดมัน 300กรัม

2.น้ำมะนาว 2 ½ ช้อนโต๊ะ

3.น้ำปลา 2 ½ ช้อนโต๊ะ

4.พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ

5.ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

6.แป้งทอดกรอบ 3 ช้อนโต๊ะ

7.ต้นหอม1-2 ต้น

8.ผักชีฝรั่ง 2 ต้น

9.หัวหอมแดง 5-6 หัว

10.น้ำมันพืช 1 ½ ถ้วยตวง

11.เครื่องเคียง เช่น แตงกวา โหระพา สะระแหน่

วิธีปรุง

1.ซอยหัวหอม ต้นหอม และผักชีฝรั่ง บางๆ

2.นำหมูบดใส่ภาชนะ ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา พริกป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน

3.เพิ่มความหอมด้วยข้าวคั่ว ตามด้วยแป้งทอดกรอบ หมูติดมัน หัวหอม ต้นหอม ผักชีฝรั่ง แล้วคลุกให้เข้ากัน

4.ปั้นลาบหมูให้เป็นก้อนกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว

5.เตรียมกระทะใส่น้ำมัน ตั้งไฟอ่อน ถึงปานกลาง

6.เมื่อน้ำมันร้อนให้นำลาบหมูที่ปั้นทิ้งไว้ ลงไปทอด พยายามอย่ากลับด้านบ่อยเพราะจะทำให้เนื้อแตก และเละเทะ

7.ทอดจนหมูสุกและมีสีเหลืองทอง จากนั้นตักขึ้นมา รอสะเด็ดน้ำมัน แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟกับผักเครื่องเคียงได้แล้ว

1.ทอดมันหมู

ทอดมันหมู เมนูรสชาติกลมกล่อม หอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมพริกแกง รับประทานกับ น้ำจิ้มอาจาด โรยหน้าด้วย ใบโหระพาทอดกรอบลงไป หอมอร่อยเข้ากัน ลงตัวแบบสุดๆ

ส่วนผสมและสัดส่วน

1.หมูบด 300 กรัม

2.ไข่ไก่ 1 ฟอง

3.ถั่วฝักยาวซอย 4 ช้อนโต๊ะ

4.พริกแกงเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ

5.น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา

6.น้ำมันหอย ½ ช้อนโต๊ะ

7.ใบมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ

8.พริกชี้ฟ้าแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ

9.แป้งทอดกรอบ 1 ช้อนโต๊ะ

10.น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ

11.น้ำมันสำหรับทอด 1 ลิตร

12.ใบโหระพาทอดกรอบ 2 ช้อนโต๊ะ

13.น้ำจิ้มอาจาด ½ ถ้วย

วิธีปรุง

1.เลือกเนื้อหมูที่สดใหม่ ปนมันนิดหน่อย จากนั้นนำเนื้อหมู มาบดให้ละเอียด เตรียมไว้

2.เตรียมส่วนผสมเครื่องปรุงรส ได้แก่ ไข่ไก่ แป้งทอดกรอบ น้ำปลา พริกแกงเผ็ด น้ำมันหอย น้ำตาลทราย ใบมะกรูดซอย ถั่วฝักยาวซอย พริกชี้ฟ้าแดงซอย เตรียมไว้

3.จากนั้นนำหมูบด มาใส่ในชามผสม แล้วใส่เครื่องปรุงรสลงไป ใส่น้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกแกงเผ็ด ไข่ไก่ แป้งทอดกรอบลงไป จากนั้นคนๆ นวดส่วนผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วจากนั้นนำไปแช่ตู้เย็น พักไว้ประมาณ 1 ชม.

4.เมื่อแช่ส่วนผสม ทอดมันหมูในตู้เย็นได้ 1 ชม.แล้ว จากนั้นนำส่วนผสมออกมา แล้วจากนั้นใส่ใบมะกรูดซอย ถั่วฝักยาวซอย พริกชี้ฟ้าแดงซอยลงไป แล้วคนนวดๆ ส่วนผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันดี

5.จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ใช้ไฟกลาง จากนั้นใส่น้ำมันสำหรับทอดลงไป รอให้น้ำมันร้อน จากนั้นปั้นทอดมันหมู เป็นก้อนแบนๆ ใช้มือแตะน้ำเพื่อเวลาปั้น ทอดมันหมูจะได้ไม่ติดมือ แล้วใส่ลงไปในกระทะ ทอดให้สีเหลืองกรอบ

6.เมื่อทอดมันหมูทอด เหลืองกรอบทั้งสองด้านแล้ว จากนั้นตักสะเด็ดน้ำมัน พักไว้ พร้อมจัดเสิร์ฟ

จัดเสิร์ฟ ทอดมันหมูหอมๆ รสชาติกลมกล่อม หอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมพริกแกงมาก รับประทานกับน้ำจิ้มอาจาด โรยใบโหระพาทอดกรอบลงไป หอมอร่อยเข้ากันทอดมันหมูหอมๆ รสชาติกลมกล่อม หอมอร่อย กรอบนอกนุ่มใน หอมพริกแกงมาก รับประทานกับน้ำจิ้มอาจาด โรยใบโหระพาทอดกรอบลงไป หอมอร่อยเข้ากัน

 

 

 

 

การขาดโปรตีนในเส้นผม มีวิธีแก้ไข ง่ายๆตามนี้

สาเหตุ การขาดโปรตีน

อาหารที่ควรและไม่ควรรับประทานสำหรับคนที่มีปัญหาผมร่วง ทาง millionhairtransplant ให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการมากในการที่จะให้คำแนะนำควบคู่ไปกับการรักษาผมร่วง จากประสบการณ์ของทาง ไทยแฮร์ฯ เอง พบว่า หากผู้ที่เข้ารับการรักษาหรือปลูกผมเรื่องผมร่วง ผมบาง ได้ใช้หลักการกินอาหารที่ถูกต้อง เน้นบริโภคอาหารที่สำคัญ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโทษต่อการงอกของเส้นผมใหม่ ร่วมไปด้วย อัตราการได้ผลของการรักษาจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 25 %

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีภาวะผมร่วง

อาหารกลุ่มต่อไปนี้ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยที่สุด อาหารที่มีไขมันสูง และเป็นไขมันจากสัตว์เป็นหลัก เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะเพิ่มระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งส่งผลร้ายต่อรากผม ทำให้ผมร่วงมากขึ้น ปลูกผม ตัวอย่างเช่น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวญี่ปุ่นบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน และอาหารที่มีไขมันน้อย จึงพบภาวะศีรษะล้านในชาวญี่ปุ่นน้อย แต่ใน

พบภาวะศีรษะล้านได้มากขึ้นในชาวญี่ปุ่น

  • อาหารที่เกลือสูง (salty diet) การรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม หรือมีเกลือมากเช่น อาหารหมักดอง ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และเส้นเลือดหดตัวได้ เป็นผลให้เลือดไปเล้ยงรากผมได้น้อยลง
  • คาเฟอีน ในชาและกาแฟ ในปริมาณมากเกินไป ทำให้เส้นเลือดหดตัวได้
  • ผงชูรส (โมโนโซเดียม กลูตาเมท) เป็นสารเคมีที่ทำให้เจริญอาหาร ทำให้น้ำหนักขึ้น และก่อปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา ผงชูรสมีผลโดยตรงต่อการดูดซึมปริมาณวิตามินต่างๆ ปลูกผม เข้าสู่กระแสเลือดโดยเฉพาะ วิตามิน B6 ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผมอย่างมาก ผู้ที่นิยมการกินอาหารที่มีผงชูรสปรุงแต่งบ่อยๆจะขาดวิตามินบี6 และเส้นผมจะยาวช้า
  • แอสปาแตม (น้ำตาลเทียม) เนื่องจากเป็นสารเคมีที่ใช้แต่งให้ความหวาน จึงทำให้เกิดผลเสียกับ

 

 

เกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม : rsystem.org/

7 วิธีคลายร้อนแบบคนโบราณ

ร้อนขนาดนี้ มาดูวิธีคลายร้อนง่ายๆกันมั้ยนี่ก็เข้าสู่หน้าร้อนแบบจริงจังกันแล้ว สังเกตได้ง่ายๆ จากแสงแดดที่แผดเผา และอากาศที่ร้อน ร้อนและร้อนขึ้นทุกวัน วิธีคลายร้อนที่คนในยุคปัจจุบันที่มักจะนึกออกกันเป็นอันดับแรกๆก็คงจะเป็นการเดินห้างสรรพสินค้าและตากแอร์ให้ฉ่ำปอดใช่มั้ยล่ะคะ วันนี้จะมาแนะนำ 7 วิธีคลายร้อนง่ายๆ ตามแบบคนโบราณที่เราขอบอกเลยว่าสามารถทำได้จริงๆ ในปัจจุบัน ไม่ลำบากลำบน แถมไม่เปลืองค่าไฟอีกด้วย พร้อมแล้วตามมาดูกันเลยค่ะ

1. อาบน้ำเย็นและทาตัวด้วยแป้งเย็น

วิธีคลายร้อนง่ายๆที่คลาสสิกและเบสิกที่สุด ใช้กันมาในทุกยุคทุกสมัย คือ การอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยคลายร้อนและลดผดผื่นที่อาจเกิดจากเหงื่อที่อับชื้นได้ แถมประแป้งเย็นเพิ่มหลังอาบน้ำเข้าไปอีก แค่นี้ก็ไม่ร้อนแล้วล่ะค่ะ ซึ่งการทาแป้งให้เย็นอย่างยาวนาน คือ คุณต้องทาแป้งเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จมาหมาดๆ และไม่ต้องเช็ดตัวจนแห้งสนิทเพราะเมื่อแป้งเย็นสัมผัสกับความชื้นที่ผิวที่ยังหมาดๆ จะทำให้รู้สึกได้ถึงความเย็นแบบซ่าบซ่านกันเลยทีเดียว แต่ถ้าทาตอนที่ผิวแห้งสนิทแล้ว ความเย็นที่ได้ก็จะลดน้อยลง และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรใช้แป้งเย็นกับผิวที่บอบบาง เพราะแป้งเย็นอาจทำปฏิกิริยาจนทำให้ผิวหนังบริเวณแสบ มีผื่นแดง และไหม้ได้นั่นเองค่ะ!

2. ดื่มน้ำเย็น

อีกหนึ่งวิธีคลายร้อนง่ายๆ ไม่แพ้การอาบน้ำเย็นคือ แค่หาน้ำเย็นๆ สักแก้วมาดื่มให้ชื่นใจ ก็สามารถคลายร้อนได้แล้ว แต่ถ้าจะให้สดชื่นมากขึ้นอีก ขอแนะนำให้เพื่อนๆ ลองใช้วิธีคลายร้อนตามแบบคนโบราณโดยการหยดน้ำยาอุทัยทิพย์เพื่อเพิ่มความหอมและช่วยดับกระหาย เนื่องจากน้ำยาอุทัยทิพย์มีฤทธิ์เป็นยาเย็น เป็นสมุนไพรที่ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ วิธีนี้จึงนิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วล่ะค่ะ น้ำยาอุทัยที่ใช้หยดใส่ในน้ำดื่มนั้น นอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจแล้ว ยังมีสมุนไพรไทยอย่างฝาง ที่มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ทำให้เลือดเย็น แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้กระหายน้ำได้ดี และยังมีชะเอมเทศ และอบเชยเทศ ที่มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลมเบื้องต่ำ รักษาไข้หวัด แก้เสมหะ แก้หวัดน้ำมูกไหลได้อีกด้วย แต่ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นของน้ำยาอุทัย ลองนำดอกมะลิสดมาลอยในน้ำเย็นเป็นน้ำลอยดอกมะลิก็หอมชื่นใจไม่แพ้กันเลย

3. กินของหวานคลายร้อน

หรือไม่ว่าขนมไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะขนมไทยตระกูลลอยแก้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระท้อนลอยแก้ว สละลอยแก้ว มะยงชิดลอยแก้ว ว่านหางจระเข้ลอยแก้ว หรือแตงไทยกะทิสด โดยก่อนที่จะกินให้ทุบน้ำแข็งละเอียดเย็นชื่นใจใส่ลงไปด้วย แต่ระวังอย่าปรุงรสให้หวานจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว โรคเบาหวานอาจจะถามหาก็ได้นะคะ

4. กินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น

ลักษณะอาหารฤทธิ์เย็น คือ อาหารรสจืดหรือหวานจากธรรมชาติไม่จัดจ้านเกินไป มีเส้นใยอาหารสูง ให้พลังงานต่ำ อย่างเช่น ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน บวบ ฟัก แตงต่าง ๆ สายบัว มะรุม ยอดฟักแม้ว ว่านหางจระเข้ ถั่วงอก บล็อกโคลี หัวไชเท้า เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู หรือถ้าเป็นผลไม้ก็เช่น มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ กล้วยน้ำว้า สตรอเบอร์รี่ น้ำมะพร้าว หน้าร้อนแบบนี้ลองนำพืชผักผลไม้ที่ฤทธิ์เย็นมาทานกันดู แต่ถ้าใครยังอยากรับประทานอาหารที่มีรสจัดจ้านอยู่ ให้ทานคู่กับผักและตบท้ายด้วยผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เพียงเท่านี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วล่ะค่ะ

5. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า

ถ้าหากร้อนจนทนไม่ไหวจริงๆ แถมยังขี้เกียจอาบน้ำด้วยอีกต่างหาก ให้นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ นำไปชุบน้ำเย็น จากนั้นมาเช็ดที่ใบหน้า แขน ขา หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือถ้าอยากจะเพิ่มเลเวลความเย็นสะใจให้มากขึ้นอีก แนะนำให้นำไปแช่ตู้เย็นไว้สัก 5-10 นาทีก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็ช่วยคลายความร้อนไปได้เยอะ สบายตัวขึ้นแน่นอน!

6. แต่งตัวสบาย ๆ

ชุดไทยสมัยก่อนนั้นเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนตลอดปีของบ้านเราดีทีเดียว พอเดี๋ยวนี้สาวๆ เริ่มเปลี่ยนมาใส่แขนขาวขายาวกันก็เลยทำให้ร้อนขึ้นนั่นเอง สำหรับเสื้อผ้าที่เหมาะกับหน้าร้อน ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าที่โปร่ง เบาสบาย ไม่ซับเหงื่อ แต่สามารถระบายเหงื่อและความร้อนได้ดี โดยเฉพาะเสื้อที่สามารถระบายช่วงใต้วงแขนได้กว้างๆ จะยิ่งดีทีเดียวเลย ถ้าสาวๆ อยู่บ้านไม่ต้องออกไปไหน เสื้อคอกระเช้าก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะมากเลยล่ะ อ้ะ! แต่สาวๆอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแฟชั่นรุ่นยายแล้วกลัวว่าจะเชย เพราะตอนนี้กระแสออเจ้ากำลังมาแรง ปัจจุบันคนเริ่มหันมาสวมใส่ชุดไทย จนทำให้เสื้อคอกระเช้ากลับมาได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้งนะคะจะบอกให้

7. ออกไปนั่งรับลม

ถ้าพูดถึงสมัยก่อนบ้านจะสร้างยกสูง ทำให้มีใต้ถุนบ้านไว้วางตั่งเพื่อนั่ง หรือนอนรับลมโกรกเย็นสบาย นอกจากนี้ บ้านในสมัยก่อนยังมีการออกแบบให้ระบายความร้อนได้ดี รับลม และไม่กักเก็บความร้อนอีกด้วย แต่ในปัจจุบัน ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้หลายๆ คนต้องมาอยู่ในเมือง การจะนั่งรับลมที่ใต้ถุนคงเป็นเรื่องยากขอแนะนำให้ลองไปนั่งเล่นตามสวนสาธารณะต่างๆ ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเพื่อรับอากาศดีๆ นอกจากจะสบายใจแล้ว ยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแบบเต็มที่อีกด้วย