5 เคล็ดลับ ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ให้ได้ประโยชน์ต่อการออกกำลังกายและ วิธีดูแลรักษา

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ และยิ่งต้องทำหากคุณอยู่ในช่วงกำลังลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือ เข้าคลาสคาร์ดิโอต่างๆ เคล็ดลับดังต่อไปนี้จะทำให้หัวใจเราสูบฉีดมากกว่าเดิม

1. วิ่งเร็วในระยะสั้น

สลับกับความเร็วปานกลาง จะทำให้เผาผลาญแคลอรี่ สร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้มากขึ้น

2. คาร์ดิโอส่วนใหญ่มักจะใช้ขาเป็นหลัก

ดังนั้นจะเกิดอะไรขึ้นหากเราคาร์ดิโอที่แขนด้วย เปลี่ยนจากการวิ่งบนลู่วิ่งแบบเดิมๆที่ต้องจับแท่นจับ มาเป็นการสวิงแขนไปด้วยขณะวิ่ง คิดท่าใหม่ๆที่ใช้แขนขณะอยู่ในสระน้ำไปด้วย หรือแม้เข้าคลาสอื่นๆก็ตาม แทนที่จะวางแขนไว้ที่ข้างกายของคุณ

3. ขยายเวลาออกกำลังกายให้มากขึ้น

อีกจากปกติ 30-45 นาที โดยขยายเพิ่มอีกซัก 5 นาทีจากเวลาปกติ

4. คาร์ดิโอมากกว่า 2 ชนิดใน 1 อาทิตย์

ไม่จำเป็นที่ว่าเราจะต้องคาร์ดิโอซ้ำๆเดิมๆ แบบเดียวกันทั้งอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และป้องการกันบาดเจ็บจากออกกำลังกายแบบเดิมๆได้อีกด้วย

5. เพิ่มความท้าทายให้กับคาร์ดิโอของคุณ

เพิ่มการวิ่งแบบยกเข่าสูงขึ้น รู้ไหมว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายเราเฟิร์มตลอดเวลา แล้วเคยรู้บ้างไหมว่าอะไรที่เรากินและดื่มเข้าไปนั้นมีส่วนช่วยให้เราถึงเป้าหมายในการออกกำลังกายได้เร็วขึ้น หากเราเลือกรับประทานอย่างถูกต้องและรู้คุณค่าทางโภชนาการของสิ่งที่เราทานเข้าไป นอกจากอาหารและเครื่องดื่มที่ว่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเติมพลังแต่ยังสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อยากรู้แล้วใช่ไหม อาหารและเครื่องดื่มที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

ข้าวโอ๊ต

เมื่อถึงเวลาออกกำลังกาย คาร์โบไฮเดรตเรียกว่าเป็นเพื่อนที่ดีในเวลานี้เลยก็ว่าได้ เพราะมีทั้ง กลูโคส พลังงาน ที่จำเป็นต่อร่างกาย ย่อยช้า รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และปลดปล่อยพลังงานเมื่อออกกำลังกาย ซึ่งข้าวโอ๊ตเรียกว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด มีไฟเบอร์ และเป็นอาหารสำเร็จรูปที่ทำได้ไว้

กาแฟ

ดื่มกาแฟ ขนาดแก้ว 12 ออนซ์ 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังบรรเทาความเจ็บปวดจากการออกกำลังกายได้

หอยนางรม

สัตว์ทะเลที่เต็มไปด้วยธาตุเหล็ก จำเป็นต่อการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารที่ให้ออกซิเจนแก่ร่างกาย แร่ธาตุนี้จะไม่ได้ใช้เป็นพลังงานการออกกำลังกาย แต่จะรู้สึกเมื่อร่างกายขาดออกซิเจน

อัลมอนด์

เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ หากทานวันละ 60 เม็ด ต่อวันก่อนมื้ออาหารเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จะเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระได้ถึง 43 เปอร์เซ็นต์

ลูกเกด

ลืมพลังงานสำเร็จรูปแบบแท่งไปได้เลย แค่เติมพลังด้วยลูกเกดแทน เป็นพลังงานพกพาที่ดีเยี่ยม มีทั้ง คาร์โบไฮเดรต และ โพแทสเซียม ซึ่งช่วยรักษาความสมดุลภาวะการน้ำในร่างกาย

น้ำเปล่า

คิดว่าหลายๆคน คงพกเกลือแร่เอาไว้จิบขณะออกกำลังกาย ซึ่งไม่จำเป็นเลย หากเราออกกำลังกายน้อยกว่า 60 นาที อ้างอิงจากสมาคมโภชนาอเมริกันกีฬา และยังได้กล่าวอีกว่า น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่ม H2O ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทางที่ทำให้แน่ใจได้ว่าได้รับน้ำอย่างเพียงพอแล้ว ให้ลองชั่งน้ำหนักก่อนและหลังออกกำลังกาย หลังจากนั้นดื่มน้ำ 2 แก้วครึ่ง ทุกน้ำหนักที่สูญเสียไป เช่น หลังออกกำลังกายน้ำหนักหายไป 1 ปอนด์ (0.5 กิโลกรัม) ก็ดื่มน้ำเพียงแค่ 2 แก้วครึ่งก็เพียงพอแล้ว

แซลมอน

มีโปรตีนถึง 22 กรัม ต่อน้ำหนักแซลมอน 3 ออนซ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่เป็นที่มาของ Vitamin D อันดับหนึ่งอีกด้วย

น้ำมะเขือเทศ​

หากคุณกำลังปั่นจักรยานหรือวิ่งต่อวัน 1 ชั่วโมงหรือมากกว่า คุณจะไม่ได้แค่สูญเสียของเหลวจากร่างกาย ยังสูญเสียโซเดียม และ โพแทสเซียมไปด้วย สามารถทดแทนด้วยน้ำมะเขือเทศ 1 แก้ว จะช่วยเติมโซเดียมและโพแทสเซียมได้

ขิง

บางคนเคยมีความรู้สึกปวดหลังออกกำลังกาย เปลี่ยนจากกินยาแก้ปวด มาทานขิงแทน จากการวิจัยในปี 2010 ขิง มีคุณสมบัติช่วยรักษาอาการปวดจากกล้ามเนื้อ ให้นำขิงไปทำเป็นเครื่องดื่มปั่นกับแครอท แอ๊ปเปิ้ล หรือจะทำเป็น ซุปขิง ก็บรรเทาอาการเจ็บปวดเช่นกัน

วิธีดูแลรักษานาฬิกาออกกำลังกายเรือนโปรด

ซึ่งมีไม่กี่ขั้นตอนเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานและรักษาสภาพของนาฬิกาให้พร้อมต่อการใช้งาน ใครที่ใช้นาฬิกาออกกำลังกายเป็นประจำ แนะนำควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

การเก็บรักษานาฬิกาออกกำลังกาย ห้ามทิ้งนาฬิกาออกกำลังกายเรือนโปรดของคุณไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง หรืออุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน อาจทำให้แผนวงจรภายในนาฬิกาเกิดความเสียหายได้ ควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิปกติและไม่อับชื้น และควรปิดโหมดที่ไม่จำเป็นหลังจากการใช้งานเช่น GPS และ Bluetooth จากสมาร์ทโฟน เพื่อยืดอายุแบตตารี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นและช่วยรักษานาฬิกาเรือนโปรดของคุณ

หลีกเลี่ยงใกล้คลื่นแม่เหล็ก โดยนาฬิกาทั่วไปไม่ควรอยู่ใกล้กับคลื่นแม่เหล็กเป็นเวลานาน อาจะทำให้นาฬิกาเสื่อมต่อการใช้งานได้

ป้องกันการกระทบกระเทือน การกระทบกระเทือนส่งผลทำให้นาฬิกาเป็นรอยได้ ซึ่งปัจจุบันนาฬิกาออกกำลังกายบางรุ่น เลือกที่จะใช้กระจกกันรอยขีดข่วน แบบเดียวที่ใช้กับหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ทางที่ดีสุดควรติดฟิล์มกันรอยหรือกันกระแทก เพื่อช่วยป้องกันให้สภาพหน้าจอใช้งานได้ยาวนานยึ่งขึ้น

ส่วนตัวเรือนนาฬิกานั่นถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองกิจกรรมหรือกีฬา แต่ควรใช้อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้งาน

หลังจากใส่ว่ายน้ำหรือเปียกน้ำ สำหรับผู้ที่ใช้นาฬิกาออกกำลังกายกับกีฬาว่ายน้ำควรเช็คค่า ATM และ IPX ให้แน่ใจก่อน ซึ่งมาตรฐานกันน้ำ ค่า ATM หรือ IPX ควรศึกษาจากคุณสมบัตินาฬิกาออกำลังกาย เพราะบางรุ่นกันน้ำได้แค่ ล้างมือ ฝนตก เป็นต้น

ค่า ATM

1 ATM เท่ากับ 1 เมตร รายละเอียดดังนี้

ระดับการกันน้ำและความเหมาะสม

  • 0 – 1 ATM / 0 – 10 M ล้างมือ, ฝนตก
  • 3 ATM / 30 M ล้างมือ, ฝนตก, ล้างรถ
  • 5 ATM / 50 M ล้างมือ, ฝนตก, ล้างรถ, อาบน้ำ, ว่ายน้ำ
  • 10 ATM / 100 M ล้างมือ, ฝนตก, ล้างรถ, อาบน้ำ, ว่ายน้ำ และ การดำน้ำทะเลตื้น (Snorkel)
  • 20 ATM / 200 M ล้างมือ, ฝนตก, ล้างรถ, อาบน้ำ, ว่ายน้ำ, การดำน้ำทะเลตื้น(Snorkel) และการดำน้ำทะเลลึก(Snorkel)

IPX หรือ IPVX

  • IPX0 ไม่กันน้ำเลย
  • IPX1 กันฝนตกพรำๆ ได้เป็นเวลา 10 นาที
  • IPX2 กันฝนตกปรกติ (ตกจากด้านบน มุมไม่เกิน 15 องศา)
  • IPX3 กันฝน กันน้ำกระเด็นใส่ (จากด้านบน มุมไม่เกิน 60 องศา) โดยอัตราน้ำไหล 10 ลิตร/นาที
  • IPX4 กันน้ำกระเด็นใส่ได้ในทุกทิศทาง
  • IPX5 กันน้ำฉีดใส่ได้ในทุกทิศทาง (การทดสอบเพิ่มเรื่องแรงดันน้ำที่ฉีดใส่)
  • IPX6 กันน้ำระดับทะเลคลั่ง
  • IPX7 อยู่ในน้ำได้ชั่วคราว สามารถแช่ในน้ำได้ 30 นาทีที่ระดับความลึก 1 เมตร
  • IPX8 ใช้งานใต้น้ำได้ (ผู้ผลิตต้องระบุระดับความลึก)

พอเสร็จการใช้งานแล้วควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด และนำผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดตัวเรือนทุกครั้ง เพื่อป้องกันความชื้น

การดูแล

ถ้าเป็นนาฬิกาสายหนัง ไม่ควรให้สายหนังโดนน้ำ เพราะน้ำจะลดอายุการใช้งานสายหนัง ทำให้ต้องเปลี่ยนสายอยู่ตลอด และควรหลีกเลี่ยงการอาบขณะใส่นาฬิกา เพราะ สบู่หรือแชมพู อาจจะเข้าเกาะในนาฬิกาได้โดยทั่วไปแล้วนาฬิกาออกกำลังกายถูกออกแบบมาตอบสนองชีวิตประจำวันและเล่นกีฬาแต่ถ้าเราใส่ใจดูแลรักษาเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานได้นานขึ้น เท่ากับเราใช้งานาฬิกาได้อย่างคุ้มค่าและอย่าลืมหมั่นดูแลรักษานาฬิกาออกกำลังกายเรือนโปรดของคุณ เพื่อที่ใช้ออกกำลังกายได้เต็มที่ทุกกีฬา

ดูบอลออนไลน์

7 วิธีคลายร้อนแบบคนโบราณ

ร้อนขนาดนี้ มาดูวิธีคลายร้อนง่ายๆกันมั้ยนี่ก็เข้าสู่หน้าร้อนแบบจริงจังกันแล้ว สังเกตได้ง่ายๆ จากแสงแดดที่แผดเผา และอากาศที่ร้อน ร้อนและร้อนขึ้นทุกวัน วิธีคลายร้อนที่คนในยุคปัจจุบันที่มักจะนึกออกกันเป็นอันดับแรกๆก็คงจะเป็นการเดินห้างสรรพสินค้าและตากแอร์ให้ฉ่ำปอดใช่มั้ยล่ะคะ วันนี้จะมาแนะนำ 7 วิธีคลายร้อนง่ายๆ ตามแบบคนโบราณที่เราขอบอกเลยว่าสามารถทำได้จริงๆ ในปัจจุบัน ไม่ลำบากลำบน แถมไม่เปลืองค่าไฟอีกด้วย พร้อมแล้วตามมาดูกันเลยค่ะ

1. อาบน้ำเย็นและทาตัวด้วยแป้งเย็น

วิธีคลายร้อนง่ายๆที่คลาสสิกและเบสิกที่สุด ใช้กันมาในทุกยุคทุกสมัย คือ การอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยคลายร้อนและลดผดผื่นที่อาจเกิดจากเหงื่อที่อับชื้นได้ แถมประแป้งเย็นเพิ่มหลังอาบน้ำเข้าไปอีก แค่นี้ก็ไม่ร้อนแล้วล่ะค่ะ ซึ่งการทาแป้งให้เย็นอย่างยาวนาน คือ คุณต้องทาแป้งเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จมาหมาดๆ และไม่ต้องเช็ดตัวจนแห้งสนิทเพราะเมื่อแป้งเย็นสัมผัสกับความชื้นที่ผิวที่ยังหมาดๆ จะทำให้รู้สึกได้ถึงความเย็นแบบซ่าบซ่านกันเลยทีเดียว แต่ถ้าทาตอนที่ผิวแห้งสนิทแล้ว ความเย็นที่ได้ก็จะลดน้อยลง และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรใช้แป้งเย็นกับผิวที่บอบบาง เพราะแป้งเย็นอาจทำปฏิกิริยาจนทำให้ผิวหนังบริเวณแสบ มีผื่นแดง และไหม้ได้นั่นเองค่ะ!

2. ดื่มน้ำเย็น

อีกหนึ่งวิธีคลายร้อนง่ายๆ ไม่แพ้การอาบน้ำเย็นคือ แค่หาน้ำเย็นๆ สักแก้วมาดื่มให้ชื่นใจ ก็สามารถคลายร้อนได้แล้ว แต่ถ้าจะให้สดชื่นมากขึ้นอีก ขอแนะนำให้เพื่อนๆ ลองใช้วิธีคลายร้อนตามแบบคนโบราณโดยการหยดน้ำยาอุทัยทิพย์เพื่อเพิ่มความหอมและช่วยดับกระหาย เนื่องจากน้ำยาอุทัยทิพย์มีฤทธิ์เป็นยาเย็น เป็นสมุนไพรที่ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ วิธีนี้จึงนิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วล่ะค่ะ น้ำยาอุทัยที่ใช้หยดใส่ในน้ำดื่มนั้น นอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจแล้ว ยังมีสมุนไพรไทยอย่างฝาง ที่มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ทำให้เลือดเย็น แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้กระหายน้ำได้ดี และยังมีชะเอมเทศ และอบเชยเทศ ที่มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลมเบื้องต่ำ รักษาไข้หวัด แก้เสมหะ แก้หวัดน้ำมูกไหลได้อีกด้วย แต่ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นของน้ำยาอุทัย ลองนำดอกมะลิสดมาลอยในน้ำเย็นเป็นน้ำลอยดอกมะลิก็หอมชื่นใจไม่แพ้กันเลย

3. กินของหวานคลายร้อน

หรือไม่ว่าขนมไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะขนมไทยตระกูลลอยแก้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระท้อนลอยแก้ว สละลอยแก้ว มะยงชิดลอยแก้ว ว่านหางจระเข้ลอยแก้ว หรือแตงไทยกะทิสด โดยก่อนที่จะกินให้ทุบน้ำแข็งละเอียดเย็นชื่นใจใส่ลงไปด้วย แต่ระวังอย่าปรุงรสให้หวานจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว โรคเบาหวานอาจจะถามหาก็ได้นะคะ

4. กินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น

ลักษณะอาหารฤทธิ์เย็น คือ อาหารรสจืดหรือหวานจากธรรมชาติไม่จัดจ้านเกินไป มีเส้นใยอาหารสูง ให้พลังงานต่ำ อย่างเช่น ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน บวบ ฟัก แตงต่าง ๆ สายบัว มะรุม ยอดฟักแม้ว ว่านหางจระเข้ ถั่วงอก บล็อกโคลี หัวไชเท้า เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู หรือถ้าเป็นผลไม้ก็เช่น มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ กล้วยน้ำว้า สตรอเบอร์รี่ น้ำมะพร้าว หน้าร้อนแบบนี้ลองนำพืชผักผลไม้ที่ฤทธิ์เย็นมาทานกันดู แต่ถ้าใครยังอยากรับประทานอาหารที่มีรสจัดจ้านอยู่ ให้ทานคู่กับผักและตบท้ายด้วยผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เพียงเท่านี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วล่ะค่ะ

5. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า

ถ้าหากร้อนจนทนไม่ไหวจริงๆ แถมยังขี้เกียจอาบน้ำด้วยอีกต่างหาก ให้นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ นำไปชุบน้ำเย็น จากนั้นมาเช็ดที่ใบหน้า แขน ขา หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือถ้าอยากจะเพิ่มเลเวลความเย็นสะใจให้มากขึ้นอีก แนะนำให้นำไปแช่ตู้เย็นไว้สัก 5-10 นาทีก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็ช่วยคลายความร้อนไปได้เยอะ สบายตัวขึ้นแน่นอน!

6. แต่งตัวสบาย ๆ

ชุดไทยสมัยก่อนนั้นเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนตลอดปีของบ้านเราดีทีเดียว พอเดี๋ยวนี้สาวๆ เริ่มเปลี่ยนมาใส่แขนขาวขายาวกันก็เลยทำให้ร้อนขึ้นนั่นเอง สำหรับเสื้อผ้าที่เหมาะกับหน้าร้อน ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าที่โปร่ง เบาสบาย ไม่ซับเหงื่อ แต่สามารถระบายเหงื่อและความร้อนได้ดี โดยเฉพาะเสื้อที่สามารถระบายช่วงใต้วงแขนได้กว้างๆ จะยิ่งดีทีเดียวเลย ถ้าสาวๆ อยู่บ้านไม่ต้องออกไปไหน เสื้อคอกระเช้าก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะมากเลยล่ะ อ้ะ! แต่สาวๆอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแฟชั่นรุ่นยายแล้วกลัวว่าจะเชย เพราะตอนนี้กระแสออเจ้ากำลังมาแรง ปัจจุบันคนเริ่มหันมาสวมใส่ชุดไทย จนทำให้เสื้อคอกระเช้ากลับมาได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้งนะคะจะบอกให้

7. ออกไปนั่งรับลม

ถ้าพูดถึงสมัยก่อนบ้านจะสร้างยกสูง ทำให้มีใต้ถุนบ้านไว้วางตั่งเพื่อนั่ง หรือนอนรับลมโกรกเย็นสบาย นอกจากนี้ บ้านในสมัยก่อนยังมีการออกแบบให้ระบายความร้อนได้ดี รับลม และไม่กักเก็บความร้อนอีกด้วย แต่ในปัจจุบัน ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้หลายๆ คนต้องมาอยู่ในเมือง การจะนั่งรับลมที่ใต้ถุนคงเป็นเรื่องยากขอแนะนำให้ลองไปนั่งเล่นตามสวนสาธารณะต่างๆ ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเพื่อรับอากาศดีๆ นอกจากจะสบายใจแล้ว ยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแบบเต็มที่อีกด้วย